About

- เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล บทความวิชาการ งานเขียนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การฉายภาพอนาคตศาสตร์ของการพัฒนาประชาคมอาเซียน และเป็นแหล่งแสวงหาองค์ความรู้ด้านต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อม ของผู้ประกอบการ ประชาชน พลเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ และยังเป็นการให้ข้อมูลกระตุ้น เตือน หน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้อง ให้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาประชาคมอาเซียนทั้ง 3 เสาหลัก
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเตรียมความพร้อมAEC 2015. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเตรียมความพร้อมAEC 2015. แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Part 8 : China - The Asian Century;ทุนจีนซื้อคอนโดฯยกตึก พระราม9-พัทยา/ตั้งฐานบุกอาเซียน

Part 8 : China - The Asian Century;ทุนจีนซื้อคอนโดฯยกตึก พระราม9-พัทยา/ตั้งฐานบุกอาเซียน

ไทยรับอานิสงส์จีนออกมาตรการสกัดฟองสบู่ในประเทศ ทุนจีนขนเงินไล่ช็อปคอนโดฯกลางกรุงเทพฯยันพัทยา "จีแลนด์" ส้มหล่นปิดดีลเหมาซื้อห้องชุดเบลล์พาร์ค 80 ห้อง เป็นตัวกลางดึงนักลงทุนจีนซื้อยกตึกอีก 140 ห้อง "ศุภาลัย-กฤษดานคร" เผยนายหน้าจีน-มาเลเซียทาบซื้อห้องชุดยกชั้น ชี้จีนแห่ลงทุนทั้งอุตสาหกรรม การค้า ท่องเที่ยว ใช้ไทยเป็นฐานบุกตลาดอาเซียน
กระแสกลุ่มทุนต่างชาติขยายฐานธุรกิจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆการรวมตัวกันเป็นกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) สมบูรณ์แบบในปี 2558 ยิ่งใกล้เข้ามา ก็ยิ่งเห็นภาพความเคลื่อนไหวดังกล่าวชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีนที่รุกเข้ามาลงทุนหลากหลายสาขา อาทิ ทางด้านอุตสาหกรรม ธุรกิจการค้า ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งเพื่อเก็งกำไรและลงทุนในระยะยาว ขณะเดียวกันก็หวังใช้ไทยเป็นฐานในการขยายการลงทุนในกลุ่ม AEC ประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้ ในส่วนของการลงทุนอสังหาฯ ล่าสุด กลุ่มทุนจีนบุกตลาดทั้งเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงการ ลงทุนซื้อห้องชุดทั้ง 2-3 ห้อง และเหมาแบบยกลอต

ผู้สื่อข่าวสำรวจความเคลื่อนไหวชาวต่างชาติที่เข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองพบว่านับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมามีนักลงทุนชาวจีนซื้อคอนโดฯย่านรัชดาภิเษก ในลักษณะเจรจาซื้อบิ๊กลอตยกชั้นหรือซื้อยกอาคาร ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยสถานทูตจีนเหมาเบลล์พาร์ค

แหล่งข่าวจากบริษัทแกรนด์คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ "GLAND" ผู้พัฒนาโครงการ "แกรนด์ พระราม 9 สแควร์" เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทเพิ่งปิดดีลขายคอนโดมิเนียม 

"เบลล์พาร์ค" (Belle Park) แบบบิ๊กลอตจำนวนกว่า 80 ยูนิต ให้กับสถานทูตสาธาณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โดยเบลล์พาร์คเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแกรนด์ พระราม 9 สแควร์ 

รายละเอียดดีลนี้ คอนโดฯเบลล์พาร์ค มีทั้งหมด 8 ทาวเวอร์ ยูนิตรวม 220 ยูนิต ทางสถานทูตจีนได้ขอซื้อคอนโดฯในทาวเวอร์ที่ 6 จำนวนกว่า 80 ยูนิต หรือประมาณ 30% เพื่อเป็นที่พักอาศัยแห่งใหม่ให้กับ

เจ้าหน้าที่ ส่วนห้องชุดที่เหลืออีก 140 ยูนิต สถานทูตทำข้อตกลงขอให้บริษัทหยุดพักการขายไว้โดยจะแนะนำชาวจีนที่สนใจมาซื้อ เพราะต้องการให้เป็นทาวเวอร์ที่มีแต่คนจีนพักอาศัย
"เราเจรจากันมาระยะหนึ่งแล้วเหตุผลที่เขาสนใจเราเพราะตัวโครงการตั้งอยู่บนถนนรัชดาฯใกล้กับสถานทูตจีนและมีคนจีนพักในย่านนี้เยอะ คล้าย ๆ กับคนญี่ปุ่นที่นิยมอยู่ในซอยทองหล่อเพราะใกล้สถานทูตญี่ปุ่น ปัจจุบันเรามีสัดส่วนลูกค้าชาวต่างชาติกว่า 10-20% ยังต่ำกว่าที่ พ.ร.บ.อาคารชุดที่กำหนดสัดส่วนไว้ไม่เกิน 49%" 

แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับคอนโดฯ เบลล์พาร์ค แบ่งเป็น 3 เฟส เฟสแรกมี 4 ทาวเวอร์ ยูนิตรวม 1,000 ยูนิต ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 90% กำลังทยอยโอนกรรมสิทธิ์ เฟสที่ 2 เป็นพื้นที่พลาซ่า 2 ชั้น และเฟส 3 เป็นคอนโดฯอีก 4 ทาวเวอร์ ประมาณ 1,000 ยูนิต จะก่อสร้างแล้วเสร็จปลายปี แต่ละทาวเวอร์มียอดขายแล้ว 20-50% 

นอกจากนี้ภายในโครงการแกรนด์ พระราม 9 สแควร์ กำลังก่อสร้างอาคารให้เช่าพื้นที่ 2 โครงการ คือ 1.โครงการยูเพลส ออฟฟิศให้เช่าพื้นที่ 1.8 หมื่นตารางเมตร และพื้นที่ค้าปลีก 4,300 ตารางเมตร ปัจจุบันมีกลุ่มยูนิลีเวอร์ขอจองเช่าพื้นที่ออฟฟิศทั้งหมดเป็นเวลา 29 ปี ค่าเช่าเริ่มต้นตารางเมตรละ 640 บาท 2.โครงการเดอะไนน์ สำนักงานให้เช่าพื้นที่ 5.8 หมื่นตารางเมตร ค่าเช่าเริ่มต้นตารางเมตรละ 520 บาท ปัจจุบันมีผู้เช่าแล้ว 50% ศุภาลัย-กฤษดาฯเนื้อหอม 

นายอธิป พีชานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทเคยได้รับการติดต่อจากนักลงทุนชาวจีนผ่านทางนายหน้าเพื่อขอซื้อห้องชุดในโครงการคอนโดฯแบบยกชั้น ประมาณ 10-20 ยูนิต ทราบว่าจะซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า คาดว่าเป็นเพราะช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนเติบโตต่อเนื่องจึงสนใจเข้ามาลงทุนซื้ออสังหาฯในกรุงเทพฯที่ราคายังไม่สูง อย่างไรก็ตามการเจรจาไม่ได้ข้อยุติเนื่องจากเป็นการซื้อแบบยกชั้น ทางตัวแทนจีนขอต่อรองส่วนลดค่อนข้างสูง

แหล่งข่าวจากบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการเดอะคริส รัชดาฯ และเดอะคริส เอ็กซ์ตร้า พระราม 9 เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้บริษัทได้รับการติดต่อจากนายหน้าของนักลงทุนมาเลเซียเชื้อสายจีน เพื่อขอซื้อห้องชุดโครงการเดอะคริส รัชดาฯ แบบยกชั้น เมื่อประมาณไม่เกิน 1 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถตกลงกันได้เนื่องจากขอต่อรองส่วนลดมากถึงเกือบ 20% 

ขณะเดียวกันก็มีนักลงทุนชาวจีนและชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนที่ซื้อห้องชุดเฉลี่ยรายละ1-3ยูนิต เพื่อลงทุนปล่อยเช่าเนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่กลางเมือง และอยู่แนวรถไฟฟ้าใต้ดิน

เผยอสังหาฯไทยน่าลงทุน

แหล่งข่าวจากบริษัทตัวแทนขายและที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งเปิดเผยเพิ่มเติมว่าปรากฏการณ์กลุ่มลูกค้าคนจีนที่มาซื้อคอนโดฯในกรุงเทพฯและเมืองท่องเที่ยวมีอยู่ตลอดเวลา แต่น่าสังเกตว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2555 ที่ผ่านมา 

ทั้งนี้บริษัทได้รับการติดต่อจากคนจีนที่สนใจซื้อคอนโดฯในเมืองไทยส่วนใหญ่ระบุความต้องการซื้ออยู่ในทำเลรัชดาฯ-พระราม9 ซึ่งเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ รวมทั้งหัวเมืองท่องเที่ยวคือพัทยา แต่ละรายซื้อเฉลี่ย 1-4 ยูนิต มีทั้งซื้อเพื่ออยู่เองและซื้อลงทุนปล่อยเช่า 

"เท่าที่ทราบโครงการคอนโดฯ ทีซีกรีน ย่านพระราม 9 ซึ่งมีนักลงทุนจีนร่วมทุนพัฒนาโครงการ มีสัดส่วนลูกค้าคนจีน 25% ของยอดขายทั้งหมด น่าจะเกิดจากปีที่ผ่านมาประเทศจีนได้ออกมาตรการสกัดฟองสบู่อสังหาฯ ผู้ที่ซื้อบ้านตั้งแต่หลังที่ 2 ขึ้นไปจะต้องเสียภาษีสูงขึ้น จึงออกมาซื้ออสังหาฯนอกประเทศแทนเพื่ออยู่เอง และลงทุนหาผลตอบแทนที่ยังสามารถทำกำไรในเมืองไทย ถ้าปล่อยเช่าเฉลี่ยมีผลตอบแทน 6-7%" แหล่งข่าวกล่าว

ทุนจีนใช้ไทยเป็นฐานบุก AEC

นายพิพิธ เอนกนิธิ รองกรรมการผู้จัดการ สายธุรกิจจีน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากที่ธนาคารกสิกรไทยได้ขยายธุรกิจเข้าไปเปิดสาขาในประเทศจีน ซึ่งขณะนี้ได้เปิดดำเนินการแล้ว 2 สาขา คือ ที่เมืองเสิ่นเจิ้น และเฉิงตู โดยกสิกรไทยมียุทธศาสตร์ที่จะเป็นสะพานเชื่อมการลงทุนของจีนกับอาเซียน นอกจากเป้าหมายเพื่อการเข้าไปให้บริการสินเชื่อกับธุรกิจเอสเอ็มอีจีนแล้ว อีกด้านหนึ่งก็เป็นการต่อยอดในการเป็นที่ปรึกษากลุ่มนักธุรกิจจีน ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย 

โดยขณะนี้มีภาพชัดเจนว่ามีนักธุรกิจจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยรวมถึงมีเป้าหมายจะใช้ไทยเป็นฐานเพื่อที่จะขยายการค้าการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่ผ่านมาเห็นแนวโน้มชัดเจนของนักลงทุนจีนที่เข้ามาไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ทางธนาคารก็ได้มีการตั้งทีมเพื่อดูแลกลุ่มลูกค้านักธุรกิจจีนที่เข้ามาเมืองไทยโดยเฉพาะด้วย

Resource From: 

วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Eng version : Thailand in the Future Part 1

Thailand in the Future Part 1



Keynote Address of Her Excellency Ms. Yingluck Shinawatra Prime Minister of the Kingdom of Thailand
at The Nikkei Conference on the Future of Asia 
Tokyo, 24 May 2013

Distinguished Guests,
Ladies and Gentlemen

    I wish to express my appreciation to Nikkei for inviting me to join this conference to speak about the future of Asia.

Asia is on the rise. Asia has a large population and land mass that extends to link two great oceans. 

Mr. Chairman,This means that we have massive influence on the world.

Indeed, for many centuries, Asia has created many civilizations. And now, we are at an important junction, where the future of Asia will again define the future of the world.

In recent years, the center of world economic growth has shifted towards Asia.  In the 1980’s, Japan led the Asian economies’ pack of the Republic of Korea, Singapore, Hong Kong, Taiwan and Thailand, to achieve increased wealth and prosperity.  In the past decade, China and India became the new engines of growth for the world.  
The IMF (International Monetary Fund) has recently forecasted 5.7 percent growth for the region this year, and around 6 percent in 2014. A moderate inflation and manageable level of public debt to GDP in most Asian countries have led to stability.

At the same time, Asian innovation and creativity, together with a productive workforce supported by new technology, will promote sustainable growth for the region.  

    Analysts have projected that the share of Asia’s GDP to global GDP will double to 51 percent by 2050. The consumer base and spending power of Asia is also projected to grow further, where the share of Asian middle class is expected to increase from 28 percent to 66 percent of the global middle class.

In addition, Asia’s international reserves are very high at 6.4 trillion US dollars. If this is used productively, it will help bring about a true Asian Century.


    On the political front, Asia has reconnected.

There are effective regional cooperation for all of Asia in the form of ACD (Asia Cooperation Dialogue). For the cooperation of sub regions of Asia, there are the GCC (Cooperation Council for the Arab States of the Gulf), SAARC (South Asian Association for Regional Cooperation), BIMSTEC (Bay of Bengal Multi-Sectoral Initiative for Technical and Economic Cooperation) and ASEAN (Association of Southeast Asian Nations). The EAS (East Asia Summit) also extends the East Asian cooperation to other regions.

This has promoted understanding between nations as well as people to people relations.  Bilateral and multilateral cooperation has been strengthened because of the connectivity of modern technology and transportation. The few who chose not to join remained in the cold of lost opportunities.

    So I believe the stage is set for Asia’s rise. But the road is not guaranteed to be easy.  Challenges could limit growth and the promised prosperity.

I would like to share some of my thought on these challenges with you.

    First, Asia is diverse. I always believe that in diversity we can find strength.  Moreover, Asia is not just East Asia. But it also includes other regions of growth and potential, comprising South Asia, Central Asia  and the Middle East. Close cooperation from all will promote growth.  

But at the same time, I accept that when there is diversity, sometimes there can be conflicting interests. Asia needs to look beyond national interests and take into account the interests of the region as a whole.  

We need to start thinking of being part of the same Asian community with an outward-looking approach that will promote shared interests and address challenges together. Because in today’s world, we are all connected.


 Countries like Japan have played and can continue to play an important role in achieving this.  Moreover, Japan’s recent economic revival under Prime Minister Abe’s leadership has the potential to help promote growth in the region as a whole.

    For example, the continued economic challenges in Europe and the U.S. is a big test for Asia. Asia’s  fundamentals are strong as I mentioned earlier. But how we act now will determine our future.  

The quantitative easing measures of the U.S., U.K., EU and Japan have led to strong capital inflows into the region. And while this can be seen as a strength in our economic fundamentals, Asia needs to work together to manage the inflows productively to ensure stability in the region.

Some say funds flow like water. I believe there should be cooperation between all countries through which the water flows, so that all can benefit and grow together.

Together, we can create immunity by building a vibrant regional market to absorb goods, products and services, while at the same time, excess funds can be used for investments to benefit the whole region.  
    This brings me to my second point. I propose that we should direct our investments to build connectivity, both on land and sea, since Asia is mostly a large land continent covering two oceans, the Indian and the Pacific.

On land, rail link is the most effective and efficient. From ASEAN on the Southeast Asian mainland, we must build links to North and Northeast Asia. And on the opposite end, to South Asia, Central Asia and the Middle East.

 A modern Silk Road to connect the region with high speed trains, and feeder tracks for cargo and passengers will become the new Asia-Euro land bridge linking the two continents, while opening up new growth areas along the way.

At the same time, we will continue to develop road links, airports and sea ports. Dawei deep seaport in Myanmar will create maritime connectivity within the Indian Ocean, and through land links to Laem Chabang port in Thailand, to connecting South China Sea and the Pacific Ocean.

On the Indian Ocean side, Dawei will link up Southeast Asia  with the Middle East and Africa. The port, industrial estate and transport infrastructure will help drive economic growth and development throughout Southeast Asia.

Moreover, it will also add value to the production bases in ASEAN of many countries, in particular Japan.
 In other words, Dawei is an investment in the future of Asia. In the long run, it can become a major point for transportation and connectivity to complement other port and industrial estates in Myanmar.  

We look forward to participation from foreign partners for investment and also multilateral institutions such as the Asian Development Bank to help consult and assist in this regional project.   

Another contribution to the region’s future is Thailand’s 66 billion U.S. dollar in infrastructure development which includes high speed rail link between Thailand, Laos and China. And we plan to link this with infrastructure investment plans of other Asian countries.

The challenge is the rising tension in the Asia-Pacific caused by the geo-politics of maritime challenges. Without a peaceful and stable security environment, there cannot be sustainable growth and a bright future for Asia.

An unstable South China Sea or maritime disputes benefit no one. It is necessary for Asia to move beyond the legacies of the past and manage challenges that can threaten maritime connectivity.  Peace and security are an essential foundation for a better future.

Likewise, peace and stability are essential for land links to work. For Asia to realize our full potential, the various jigsaws must fit together.  

A borderless ASEAN in 2015 will be a hurdle to jump across. But if we can move beyond 2015 to become more integrated with other sub-regions of Asia, Asia can rise together.  

To help bring these jigsaws together, I suggest that we promote closer cooperation on win-win issues that will add value to Asia as a whole. Such issues include food and energy security.

 Because addressing these challenges will also contribute to promoting human security for the peoples of our region as well as help reduce potential tensions caused by competition for water and oil.  

Asia is rich with land suitable for agriculture.  In Thailand, we are restructuring our agriculture production with zonings and post-harvest management to produce higher quality food and at the same time ensure food security, for Thailand, Asia and the world.  

We are also investing in water management system that will provide enough supply for agriculture, industry and household uses.  Effective measures to build water and food security, as well as protection against natural disasters, will provide a stronger foundation for growth and social harmony within our region.

Complementing this is the issue of energy security which we hope to achieve through green growth and by relying more on alternative energy.  As Asia plans towards the path of sustainable growth, Asia will demand for a large amount of energy.

For Asia, I believe that there is great potential in cooperation between the regions, whereby food could be exchanged for energy between ASEAN countries in Southeast Asia and the GCC in the Middle East.

Also, since a rising Asia is outward-looking, cooperation in trade and investment must also be extended to other regions, such as Africa which is also rising. That is why we are launching a Thai-African Conference to enhance engagement with Africa.

The bottom line is that Asia and other regions, Africa, the Americas, Europe need to work together to grow together.
The future of Asia is in our hands. It is up to our generation to set the future course towards sustainable growth for all.  It is a path where we work together, learn from each other and grow together, not only in our region but also with the world.

Thank you for your attention.     

Resource from :


Thailand in the future Part1

Thailand in the future Part1

วันที่24 พฤษภาคม 2556 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมนานาชาติว่าด้วยอนาคตของเอเชีย (The Future of Asia) ณ กรุงโตเกียว ดังนี้
ดิฉันขอขอบคุณบริษัทนิคเคอิ ที่ได้เชิญให้ดิฉันเข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยอนาคตของเอเชีย และแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับทิศทางของเอเชียในอนาคต เอเชียกำลังเติบโตอย่างแข็งแรง ภูมิภาคเอเชียมีจำนวนประชากรขนาดใหญ่ และพื้นที่ที่เป็นผืนแผ่นดินต่อเนื่องคาบเกี่ยวมหาสมุทรขนาดใหญ่ 2 มหาสมุทร ซึ่งหมายความว่ามีอิทธิพลสูงต่อความเป็นไปของโลกและหลายศตวรรษที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมหลายครั้งหลายหน ซึ่งปัจจุบันโลกได้มาถึงทางแยกสำคัญ ที่เอเชียจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของโลกอีกครั้งหนึ่ง

ศักยภาพเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของเอเชีย การเจริญเติบโต และกำลังการใช้จ่าย

ในช่วงทศวรรษ 1980 ศูนย์กลางความเจริญเติบโตของโลกได้ขยับมาอยู่ที่ภูมิภาค โดยประเทศญี่ป่นได้นำกลุ่มที่มี เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และประเทศไทย ในการสร้างความมั่งคั่งและร่ำรวย และในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนและอินเดียได้กลายเป็นเครื่องจักรใหม่แห่งความเติบโตของโลก
เมื่อเร็วๆนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์ว่าภูมิภาคเอเชียจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 5.75 ในปีนี้ และประมาณร้อยละ 6 ในปี ค.ศ.2014 โดยมีระดับอัตราเงินเฟ้อปานกลาง และมีอัตราหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ในระดับ บริหารจัดการได้ นำมาซึ่งเสถียรภาพและความมั่นคง
ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของชาวเอเชีย รวมถึงการมีกำลังแรงงานที่มีประสิทธิภาพและได้รับการสนับสนุนด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ จะช่วยให้ภูมิภาคเอเชียมีการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญได้ประมาณการว่าสัดส่วนของ GDP ของเอเชีย ต่อ GDP ของโลกจะเพิ่มเป็นสองเท่าถึงร้อยละ 51 ในปี พ.ศ 2050 โดยฐานการบริโภคและกำลังการใช้จ่ายของเอเชียจะเติบโตต่อเนื่องต่อไป ซึ่งสัดส่วนชนชั้นกลางที่เป็นคนเอเชียนั้นคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 28 เป็นร้อยละ 66 ของชนชั้นกลางทั้งโลก
นอกจากนี้ เงินทุนสำรองต่างประเทศของเอเชียสูงถึง 6.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถ้าหากนำมาใช้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้ศตวรรษแห่งเอเชีย (The Asian Century) เป็นจริง

เจตนารมณ์และความร่วมมือในระดับการเมือง

ในด้านการเมืองภูมิภาคเอเชียกลับมาเชื่อมโยงกัน โดยมีความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มีประสิทธิผล ทั้งจากความร่วมมือความมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ไปจนถึงสมาคมความร่วมมือภูมิภาคเอเชียใต้ (SAARC), ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคนิคอ่าวเบงกอล (BIMSTEC) และจากความร่วมมือภูมิภาคเอเชีย (ACD) ไปจนถึงอาเซียน (ASEAN) และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) ที่ทำให้ความร่วมมือเอเชียตะวันออกไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ
สิ่งเหล่านี้ได้ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน ซึ่งความร่วมมือในระดับทวิภาคีและพหุภาคีแข็งแกร่งใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น จากการที่มีการเชื่อมโยงด้วยเทคโนโลยีและระบบการขนส่งสมัยใหม่ ประเทศจำนวนน้อยที่เลือกจะไม่เข้าร่วมก็จะเป็นผู้ที่เสียโอกาส

ความท้าทายของเอเชีย

ดิฉันเชื่อว่า เวทีได้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้วสำหรับความรุ่งโรจน์ของภูมิภาคเอเชีย แต่หนทางสู่จุดหมายนั้นไม่ใช่ง่ายเสมอไป ยังมีสิ่งท้าทายที่เป็นข้อจำกัดต่อการเจริญเติบโตและความรุ่งเรืองที่น่าจะเป็น

ความหลากหลายของเอเชีย

ประการแรก เอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีความแตกต่างหลากหลาย ดิฉันมีความเชื่อเสมอว่าความแข็งแกร่งเกิดขึ้นได้ท่ามกลางความหลากหลาย และยิ่งไปกว่านั้น เอเชียไม่ใช่แค่เพียงพื้นที่เอเชียตะวันออก แต่รวมถึงภูมิภาคอื่นที่มีการเจริญเติบโตและมีศักยภาพ เช่น เอเชียใต้, เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อผนึกกำลังรวมตัวกันในระหว่างภูมิภาคต่างๆดังกล่าว จะช่วยขับเคลื่อนให้โลกเจริญเติบโตได้
แต่ในเวลาเดียวกัน คือ เมื่อมีความแตกต่างแล้วในบางครั้งย่อมจะเกิดความขัดแย้งและเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้ ซึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียต้องมองให้ไกลไปปกว่าผลประโยชน์ของประเทศของตนเพียงลำพัง และมองถึงผลประโยชน์โดยรวมของภูมิภาค
เราต้องเริ่มคิดว่า เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเอเชีย ที่มองไปข้างไปสู่ภายนอก เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมและรับมือกับความท้าทายด้วยกัน เพราะในความเป็นจริงแล้วในโลกทุกวันนี้ เราต่างมีความเชื่อมโยง
ประเทศอย่างญี่ปุ่นมีบทบาท และสามารถมีบทบาทที่สำคัญอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว และที่สำคัญการที่ญี่ปุ่นกลับพลิกฟื้นทางเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอาเบะทำให้มีศักยภาพในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตในภูมิภาคโดยรวม

การเคลื่อนไหวของเงินทุนและความร่วมมือเพื่อการบริหาร

ตัวอย่างหนึ่ง คือ ความซบเซาทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องของยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่จะเป็นบททดสอบสำคัญของภูมิภาคเอเชีย พื้นฐานของเอเชียนั้นแข็งแรงดังที่ดิฉันได้กล่าวไว้แล้วก่อนหน้านี้ แต่การดำเนินการของเราวันนี้จะกำหนดอนาคตของเราทุกคน
มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing Measures) ของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้า (Capital Inflow) สู่ภูมิภาคเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจมองว่ามีเหตุจากพิ้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่เอเชียต้องร่วมมือกันบริหารจัดการการไหลเข้าของเงินทุนเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความมั่นคงในภูมิภาค
มีบางคนกล่าวว่าเงินทุนไหลดั่งสายน้ำ ดิฉันเชื่อว่าเราต้องมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างทุกประเทศที่น้ำไหลผ่าน เพื่อให้ทุกประเทศได้ประโยชน์และเติบโตด้วยกัน

โครงข่ายพื้นฐานเพื่อความเชื่อมโยง

เรื่องนี้นำมาสู่ประเด็นที่สองของดิฉัน ดิฉันเสนอให้เรามุ่งเน้นการลงทุนในการสร้างความเชื่อมโยง ทั้งทางบกและทางทะเล เพราะเอเชียประกอบด้วยผืนแผ่นดินขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมสองมหาสมุทร คือ มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก
สำหรับภาคพื้นดิน การเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟ เป็นการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุด จากอาเซียนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราต้องสร้างทางเชื่อมสู่เอเชียเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และในทางตรงกันข้าม คือ ไปสู่เอเชียใต้ เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง
เส้นทางรถไฟความเร็วสูง จะเชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียเข้าด้วยกันเป็น “เส้นทางสายไหมใหม่” โดยจะต่อกับเส้นทางลำเลียงของระบบรถไฟขนส่งและผู้โดยสาร เพื่อเป็นสะพานบนดินเอเชียยุโรปเชื่อมโยงสองทวีปเข้าด้วยกัน
ในขณะเดียวกัน เราจะพัฒนาความเชื่อมโยงทางถนน ท่าอากาศยาน และท่าเรือ อย่างท่าเรือน้ำลึกทวายในประเทศเมียนมาร์ ก็จะเชื่อมต่อจุดต่างๆในมหาสมุทรอินเดีย และมีการผ่านเส้นทางถนนสู่ท่าเรือแหลมฉบัง ไปยังทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก
ด้านมหาสมุทรอินเดีย ทวายจะเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ากับตะวันออกกลางและแอฟริกา ทั้งนี้ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรมรอบๆ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อีกทั้งช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าของประเทศต่าง ๆ ที่มีฐานการผลิตในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่น
ทั้งนี้ ท่าเรือทวายถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของเอเชีย และในระยะยาวจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งในการเชื่อมต่อ เพื่อเสริมและต่อยอดกับท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆในประเทศเมียนมาร์
เมื่อเรามองไปข้างหน้า เราต้องการเห็นการมีส่วนร่วมในการลงทุนจากผู้ลงทุนต่างชาติ และต้องการเห็นสถาบันระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ช่วยให้คำปรึกษาและให้การช่วยเหลือเกี่ยวกับโครงการในภูมิภาค
อีกประเด็นที่จะเป็นปัจจัยต่อการลงทุนเพื่ออนาคต คือการลงทุนกว่า 66 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในการพัฒนาโครงข่ายพื้นฐานและการพัฒนา ซึ่งรวมถึงรถไฟความเร็วสูง ที่รวมถึงการเชื่อมต่อทางรางระหว่าง ไทย ลาว และจีน เราวางแผนที่จะขยายการลงทุน ไปยังประเทศเอเชียอื่นๆด้วย

ความท้าทายในการเชื่อมโยงภูมิภาค

ความท้าทายประการหนึ่ง คือ ความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เกิดขึ้นจากความท้าทายด้านภูมิ-รัฐศาสตร์ทางทะเล หากไม่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่ออนาคตของเอเชียจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีสภาพแวดล้อมของความมั่นคง และสันติภาพ ก็จะไมมีการเติบโตที่ยั่งยืนและอนาคตที่สดใสสำหรับภูมิภาคเอเชีย
ความไม่มีเสถียรภาพในทะเลจีนใต้และข้อพิพาททางทะเลที่มีอยู่ ไม่มีฝ่ายใดได้รับประโยชน์ ประเทศในภูมิภาคเอเชียจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องก้าวข้ามอดีต และจัดการกับความท้าทายซึ่งอาจคุกคามการสร้างความเชื่อมโยงทางทะเลในอนาคต สันติภาพและความมั่นคงเป็นพื้นฐานสำคัญเพื่ออนาคตที่ดีกว่า
เช่นเดียวกัน สันติภาพและความมั่นคงเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อให้การเชื่อมต่อทางบกบรรลุผล และเพื่อให้เอเชียตระหนักถึงศักยภาพที่เต็มปี่ยม รูปต่อที่หลากหลายต้องสามารถต่อเข้าเป็นรูปเดียวกัน
อาเซียนที่ไร้พรมแดนในปี 2015 จะต้องก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันหากเราสามารถก้าวข้ามปี 2015 ไปได้ อาเซียนก็จะรวมตัวกันกับอนุภูมิภาคต่างๆของเอเชีย และเอเชียจะเติบโตไปด้วยกันได้
เพื่อช่วยต่อรูปต่อเหล่านี้เข้าให้เป็นภาพเดียวกัน ดิฉันเสนอให้มีการส่งเสริมความร่วมมือในลักษณะที่มุ่งให้ทุกฝ่ายเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ (win-win) ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าเพิ่มแก่เอเชียโดยรวม ประเด็นเหล่านี้จะรวมถึงความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน
การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ จะทำให้มีการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงของมนุษย์เพื่อประชาชนของภูมิภาคเอเชียของเรา รวมทั้งช่วยลดความตึงเครียดที่เกิดจากการแข่งขันเพื่อช่วงชิงน้ำและน้ำมัน

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านอาหาร น้ำ และพลังงาน

ภูมิภาคเอเชียเป็นภูมิภาคที่อุดมสมบูรณ์เหมาะสมสำหรับการทำการเกษตร ซึ่งประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร โดยมีการจัดโซนนิ่ง (Zoning) และพัฒนาความสามารถในการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้อาหารมีคุณภาพที่สูงขึ้น และในขณะเดียวกันเพื่อเป็นการรับรองความมั่นคงทางอาหารสำหรับประเทศไทย เอเชีย และโลก
นอกจากนี้ ไทยกำลังลงทุนในด้านระบบการบริหารจัดการน้ำ เพื่อสนองตอบและรองรับต่อความต้องการในการใช้น้ำในการเกษตร อุตสาหกรรม และครัวเรือน ดังนั้น การมีระบบการบริหารจัดการน้ำที่ดี ที่สร้างความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมๆกับการมีระบบป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ดี จะเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเจริญเติบโต ตลอดจนความสามัคคีในสังคมและภายในภูมิภาคของเรา
นอกจากนี้ เพื่อช่วยเสริมสร้างรากฐานที่มั่นคงทางพลังงาน ซึ่งเราจะดำเนินการให้มีการเจริญเติบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Growth) และการพึ่งพาการใช้พลังงานทดแทน (Alternative Energy) สำหรับภูมิภาคเอเชียกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งเอเชียจำเป็นต้องใช้พลังงานจำนวนมาก
ดิฉันเชื่อว่า เอเชียมีศักยภาพในการสร้างร่วมมือระหว่างภูมิภาค ที่ซึ่งความมั่นคงทางด้านอาหารสามารถนำมาแลกเปลี่ยนกับความมั่นคงทางด้านพลังงานได้ เช่น ระหว่างประเทศอาเซียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council : GCC) ในตะวันออกกลาง
และเช่นกัน เนื่องจากเอเชียกำลังเติบโตและมองไปข้างหน้า ความร่วมมือในการค้าและการลงทุน ต้องขยายไปยังภูมิภาคอื่น เช่น แอฟริกาที่กำลังเติบโตเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ไทยกำลังริเริ่มการประชุมไทย-แอฟริกา เพื่อเสริมสร้างการมีปฏิสัมพันธ์กับแอฟริกา
บรรทัดสุดท้าย คือ ภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น แอฟริกา อเมริกา หรือยุโรป จะต้องร่วมมือกันและเติบโตไปด้วยกัน
อนาคตของเอเชียอยู่ในมือเรา และขึ้นอยู่กับคนรุ่นเราที่จะกำหนดทิศทางอนาคต เพื่อนำสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเราทุกคน และเป็นเส้นทางที่เราจะร่วมมือร่วมใจกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และเติบโตด้วยกัน ไม่เพียงเพื่อภูมิภาคเราเท่านั้น แต่รวมถึงโลกใบนี้ด้วย
ขอบคุณค่ะ
Resource from:

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ENG.Version. AEC Catches you ! Part 3.

AEC Catches you ! Part 3.



9.Multiple skill and multiple language abilities will needed, 5 years from now in the year 2018.

“Workers needs to have Multiple skill and multiple language abilities” Due to the opening of AEC, the combine forces of industrial, business, marketing, and investment, will make it hard to compete in AEC. Due to the pressure from vast amounts of competitors, and customers’ need which are different and increasing every day. Both from new customers who likes brand names, customers with different taste, and old customers who needs new and unique products. Customers expects that companies are able to make what they need and what they want thus pressuring workers in the company, because of this workers needs to have multiple skills and the knowledge of multiple language. So that they can use these skills to change and improve their companies in order to compete in the new world.

10. Green Economy and Creative Economy, 5 years from now in the year 2018.

“Green Economy and Creative Economy will be the last Business Solutions” In the direction of improving and collaborations between different countries, and the incoming changes of the world in terms of the usage of economical and natural resources. Making the preservation of the environment being an important factor in preserving the world and preserving international relationship between foreign countries. Resulting in changes to the industry, business, investments, and organizations, to make changes in order to preserve the environment. Thus many organizations will face many difficulties due to this change. It is up to the organization to change and improve their products to help preserve the environment which will satisfy customer needs and help organizations to keep up with the market of the changing world.


11. Complex communications and Social Networks, 5 years from now in the year 2018.
“Complex communications and Social Networks will be the main communication in society” in the near future people with use Social Medias to connect and share ideas all over the world. Starting from a little bit to more and more so until it becomes big enough and become the main means of connection for the world. Thus creating creative products via Social networks which are fast growing will determine the survival of many organizations.If organizations are able to adapt and change their system to meet this requirement fast enough that organization can protect their products. Organizations that cannot do so will face difficulties.

12. Lifelong & multi-channel learning, 5 years from now in the year 2018.

“Lifelong & multi-channel learning will be the ways people live“ The future society will be a society that has a lot of elderly people, due to the improvement in science the average lifespan of human will be higher thus there will be a larger amount of elder people and in the end there will be more elderly people than young people. The improvement in technology at an alarming rate will force people to learn and study through their whole entire life cycle. This is done to keep up with the fast changing society. In order to live and adapt to the fast changing technology, these changes an example for improvement in the future society.